ญี่ปุ่นร่อนจดหมายถึง UN โต้กลับจีน ปมข้อพิพาทไต้หวัน พร้อมยึดมั่นนโยบายป้องกันตนเอง
สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างจีนและญี่ปุ่นทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่งจดหมายอย่างเป็นทางการถึงเลขาธิการสหประชาชาติ หรือ UN เพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหาของจีนที่ระบุว่า ญี่ปุ่นมีแผนแทรกแซงทางทหารในกรณีพิพาทไต้หวัน โดยยืนยันว่าเป็นข้อกล่าวหาที่บิดเบือนและไร้มูลความจริง
ชนวนเหตุของสงครามจดหมายทางการทูตครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากคำแถลงของ นางทาคาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่า "ความมั่นคงของไต้หวันผูกพันโดยตรงกับความอยู่รอดของญี่ปุ่น" ถ้อยคำดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับรัฐบาลปักกิ่ง โดยจีนมองว่าเป็นการส่งสัญญาณละเมิดอำนาจอธิปไตยและเตรียมการแทรกแซงกิจการภายใน
ก่อนหน้านี้ ผู้แทนถาวรจีนประจำสหประชาชาติได้ยื่นจดหมายประท้วง โดยกล่าวหาว่าญี่ปุ่นกำลังพยายามขยายขอบเขตการใช้กำลังทหารเกินกว่าการป้องกันตนเอง
ล่าสุด นายยามาซากิ คัตสึยูกิ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำสหประชาชาติ ได้ส่งจดหมายตอบโต้ถึง นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ว่าข้ออ้างของจีนที่ว่าญี่ปุ่นจะใช้ "สิทธิในการป้องกันตนเอง" เพื่อโจมตีก่อน หรือแทรกแซงไต้หวันนั้น เป็นการตีความที่ผิดและบิดเบือนเจตนารมณ์ของกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ และขอให้กูเตอร์เรสแจกจ่ายจดหมายนี้ให้แก่ประเทศสมาชิกทั้งหมดทราบ
นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังคงยึดถือนโยบายความมั่นคงแห่งชาติภายใต้รัฐธรรมนูญสันติภาพอย่างเคร่งครัด ซึ่งจำกัดบทบาทกองกำลังป้องกันตนเองไว้เพียงการป้องปรามภัยคุกคามเท่านั้น ไม่ใช่การรุกรานแต่อย่างใด
อีกทั้งในจดหมายระบุชัดเจนว่า จุดยืนของญี่ปุ่นต่อไต้หวันยังคงเป็นไปตาม แถลงการณ์ร่วมญี่ปุ่น-จีน ปี 1972 ที่เคารพในนโยบายจีนเดียว (One China Policy) แต่เน้นย้ำความสำคัญของการแก้ปัญหาความขัดแย้งผ่านการเจรจาอย่างสันติ
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังได้วิพากษ์วิจารณ์จีนที่ทำให้การแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและภาคประชาชนต้องหดตัวลง ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัญหานี้เลย อาทิ การค้าสินค้าประมง โดยระบุทิ้งท้ายว่า "ประชาคมโลกควรต่อต้านแนวทางเช่นนี้ ที่มีการใช้มาตรการบีบบังคับต่อถ้อยแถลงหรือนโยบายของประเทศอื่น เพียงเพราะไม่ตรงกับความต้องการของตนเอง"
อย่างไรก็ตาม ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีน ยังไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวตอบโต้จดหมายฉบับล่าสุดของญี่ปุ่นแต่อย่างใด
ที่มา : https://news.web.nhk/newsweb/na/na-k10014985331000